เจ้าของลิขสิทธิ์กังขา กฎหมาย “มาร์ราเกช”

0
13

เสียงของเจ้าของลิขสิทธิ์ จะมีใครฟังในเรื่อง “มาร์ราเกซ” จากไทยรัฐ วันที่4 ส.ค. 2561
นักเขียนผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ควรคัดค้านการออกร่างพรบ.ฉบับนี้ไว้ก่อน ทั้งนี้ขอให้ผู้เกี่ยวข้องนำมาทบทวน ฟังความเห็นจากทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ

38666821_2263891310294310_5155848659614564352_n38451451_2263891330294308_6503537890188853248_n

เจ้าของลิขสิทธิ์กังขา กฎหมาย “มาร์ราเกช”

สนธิสัญญามาร์ราเกช (Marrakesh Treaty)

จุดมุ่งหมายเพื่อให้ “คนบกพร่องทางสายตา” เข้าถึงวรรณกรรมที่เผยแพร่ออกไปแล้ว โดยให้องค์กรที่ได้รับการรับรองจากรัฐนำไปผลิตแจกจ่ายโดยไม่ถือว่า “ละเมิดลิขสิทธิ์”

เกี่ยวกับสนธิสัญญานี้ นายกรัฐมนตรีได้ส่งหนังสือเลขที่ นร 0507/13495 ถึงประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ.2560 สิ่งที่ส่งแนบไปด้วยคือ สนธิสัญญาว่าด้วยเรื่อง “ลิขสิทธิ์”ความตอนหนึ่งว่า “ด้วยคณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาลงมติให้เสนอสนธิสัญญามาร์ราเกช เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงงานที่มีการโฆษณาแล้ว สำหรับคนตาบอด คนพิการทางการเห็น หรือคนพิการทางสื่อสิ่งพิมพ์ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นเรื่องด่วน”

พ.ร.บ.นี้ปัจจุบันรอการประกาศใช้ กลุ่มผู้ที่ได้รับกระทบต่อการนำลิขสิทธิ์ไปใช้ได้แก่ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย, สมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย, สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ, สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย, สมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย และฯลฯ ได้ประชุมกันและมีความเห็นโต้แย้งออกมาทั้งหมด 10 ประเด็นดังต่อไปนี้

1.การให้คำจำกัดความของคนพิการทางสื่อสิ่งพิมพ์ไม่ตรงกัน การตีความของคำว่า “คนพิการทางสื่อสิ่งพิมพ์” ตามเจตนารมณ์ของสนธิสัญญามาร์ราเกช หมายความถึง คนพิการทุกประเภทที่มีข้อจำกัดในการอ่านสื่อสิ่งพิมพ์เท่านั้น แต่…ข้อความที่ระบุในร่าง พ.ร.บ. มาตรา 32/4 ระบุประเภทคนพิการกว้างเกินกว่าที่สนธิสัญญามาร์ราเกชระบุไว้คือ “อันเนื่องมาจากความบกพร่องทางการมองเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว สติปัญญา หรือการเรียนรู้ หรือความบกพร่องอื่น” 2.ควรกำหนดรูปแบบการทำซ้ำหรือดัดแปลงสื่อที่ได้รับยกเว้นให้ชัดเจน คือ ให้กำหนดว่ามีรูปแบบใดบ้าง เพื่อเจ้าของลิขสิทธิ์จะได้มีโอกาสพิจารณาทบทวนว่า รูปแบบที่กำหนดจะมีส่วนทำให้เกิดความเสียหายทางการค้าหรือไม่ 3.การชดเชยในรูปแบบที่ภาครัฐสามารถให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์ได้ ในที่นี้หมายถึงไม่สามารถทัดทาน พ.ร.บ.นี้ได้ ภาครัฐจะมีอะไรชดเชยหรือตอบแทนแก่เจ้าของลิขสิทธิ์บ้าง เป็นต้นว่า อาจเป็นการลดหย่อนภาษี หรือการให้สวัสดิการอื่นๆ เป็นต้น

4.การกำหนดเวลาที่ให้รับการยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ ในการทำซ้ำ ดัดแปลง กำหนดปีในการยกเว้นให้ละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย 5.ข้อปฏิบัติในการที่จะช่วยเหลือเจ้าของลิขสิทธิ์ หากได้รับการละเมิดสิทธิ์ที่มีผลมาจากการทำซ้ำดัดแปลงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งขององค์กรที่ได้รับการยกเว้น ที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของเจ้าของลิขสิทธิ์หรือไม่ 6.จากสนธิสัญญามาร์ราเกช (ข้อ 5) ที่มีข้อความให้สิทธิ์ถึงการจำหน่ายได้ ขัดต่อ พ.ร.บ.มาตรา 32/4 ในส่วนที่ระบุว่า “ต้องไม่เป็นการกระทำเพื่อหากำไร ไม่ขัดต่อการแสวงหาผลประโยชน์จากงานอันมีสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และไม่กระทบถึงสิทธิ์อันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร” เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จะดูแลได้อย่างไร

7.กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ควรมีความเป็นกลาง การได้รับยกเว้นลิขสิทธิ์ของคนพิการกับการเสียผลประโยชน์จากผลงานสร้างสรรค์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ กรมทรัพย์สินทางปัญญากระทรวงพาณิชย์ ควรเป็นผู้ดูแล และเป็นตัวกลางในการบริหารความเป็นกลางเป็นผู้ประสานความสมดุลให้เกิดขึ้น มิใช่เป็นผู้เสนอร่าง

8.จากสนธิสัญญามาร์ราเกช ข้อ 16 สิทธิและพันธกรณีภายในสนธิสัญญา ข้อความที่ระบุว่า “ภายใต้บทบัญญัติเฉพาะเจาะจงใดๆที่เป็นไปในทางตรงกันข้ามในสนธิสัญญานี้ ภาคีผู้ทำสัญญาแต่ละภาคีจะมีสิทธิ์ทุกประการและผูกพันตามพันธกรณีทั้งปวงภายใต้สนธิสัญญานี้” จะสามารถตีความได้หรือไม่ว่า ถ้าเป็นไปตามที่เขียนไว้ของ สนช.ข้อนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องแก้ พ.ร.บ.ก็ได้ ใช้ พ.ร.บ.ยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อประโยชน์ของคนพิการตามเดิมก็ได้ เพราะหากต้องการได้รับลิขสิทธิ์ในการเข้าถึงสื่อของทางต่างประเทศ ก็สามารถทำได้เลย 9.จากเอกสาร “คำชี้แจงตามหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบความจำเป็นในการตราพระราชบัญญัติ” มีข้อความระบุว่า “รัฐอาจต้องจัดสรรงบประมาณอุดหนุนช่วยเหลือให้คนพิการที่มีความบกพร่องทางการเห็น การได้ยิน สติปัญญาหรือการเรียนรู้ หรือคนพิการประเภทอื่นๆ สามารถเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์ได้” แล้วสรุปว่า ทางเลือกที่มีข้อดีข้อเสียคือ “อาจทำให้รัฐบาลต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเงินงบประมาณในการอุดหนุนช่วยเหลือคนพิการเป็นจำนวนมาก เพราะมีผู้บกพร่องตามกฎหมายที่จำเป็นต้องเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์จำนวนกว่า 654,875 คน” ทำให้ตีความได้ว่า รัฐกำลังผลักภาระการดูแลผู้พิการมาให้เอกชน ผู้รังสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ ซึ่งในความเป็นจริงรัฐมีหน้าที่ต้องดูแลคนพิการอยู่แล้ว มิใช่หรือ

และ 10.กระบวนการรับฟังความคิดเห็นยังไม่เปิดกว้าง ไม่เป็นสาธารณะ การแก้ไข พ.ร.บ.นี้เป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศและสากล มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในร่าง พ.ร.บ.นี้มาก อยากทราบว่า หากกรมทรัพย์สินทางปัญญาทำประชาพิจารณ์ และให้มีการอภิปรายข้อดี ข้อเสียจะได้ข้อสรุปที่ครอบคลุมและไม่เบี่ยงเบนไปในทางใดทางหนึ่งเกินไป จะดีหรือไม่

คำถามเหล่านี้ สมาคมต่างๆได้ทำหนังสือยื่นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการออกกฎหมาย ได้พิจารณาข้อกังวลต่างๆ เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ โดยส่งไปยัง ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ, ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ, ประธานคณะกรรมาธิการศึกษาฯ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์, อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

เกี่ยวกับ พ.ร.บ.นี้ นางสุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยบอกว่า เรายับยั้ง พ.ร.บ.ไม่ได้แล้ว เพราะผ่านขั้นตอนนั้นไปแล้ว ประเด็นที่เราห่วงคือการให้สิทธิ์การละเมิดเกินไปไหม งานบางประเภทอาจไม่จำเป็นต้องได้อย่างรูปปั้น เพราะคนตาบอดจะเอาไปทำอะไร น่าสังเกตว่าร่าง พ.ร.บ. เปิดกว้างกว่าสนธิสัญญามาร์ราเกช กรณีการนำเอางานไปเผยแพร่ในหมู่คนพิการด้วยกัน เราไม่มี ปัญหาเรื่องไปทำอักษรเบรลล์ แต่กรณีเป็นหนังสือเสียง ถ้าหลุดรอดมาถึงคนทั่วไปอาจจะมีการกระทบได้ เพราะบาง สนพ.บางแห่งก็ทำออดิโอบุ๊กส์

ประเด็นที่น่าห่วงอีกคือ กรณีไม่ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ อาจจะเป็นความเสียหายทางการค้าของ สนพ.ได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าเขาเอาไปขึ้นยูทูบแล้วระบบป้องกันไม่ดี ก็จะเผยแพร่ไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว คนปกติก็สามารถเข้าถึงได้ และถ้ามีการละเมิดกัน การฟ้องร้อง ค่าทนายเราเจ้าของลิขสิทธิ์ต้องจ่ายค่าทนายเองใช่หรือว่าจะมีคนรับผิดชอบในส่วนนี้ไหม

เธอย้ำว่า “เราไม่ได้ห่วงผู้พิการ แต่เราห่วงเรื่องการหลุดรอดออกไป ถ้าจะใช้กฎหมายเรามีวิธีป้องกันการรั่วไหลดีหรือยัง”

ทางด้าน กนกวลี พจนปกรณ์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สมาคมที่จะถูกละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรงตั้งข้อสังเกตว่า อยากให้รับฟังความคิดเห็นอีกสักครั้ง แม้จะจัดไปแล้วแต่ก็อยู่ในวงแคบ นักเขียนเจ้าของลิขสิทธิ์ยังไม่ได้เข้าไปรับฟัง เมื่อ พ.ร.บ.นี้ผ่าน นักเขียนมีแนวโน้มว่าเสียหายอย่างไรนั้น อันดับแรกเลย ขอให้ความเป็นธรรมคนสร้างสรรค์ผลงานด้วย การให้กับคนพิการ คนเขียนพร้อมให้อยู่แล้วในทางปฏิบัติโดยไม่ได้เรียกร้องใดๆ แม้จะเอาไปโดยไม่ได้บอกกล่าว แต่การนำไปใช้โดยไม่ได้บอกเลยตาม พ.ร.บ. อาจจะเป็นช่องทางที่คนไม่หวังดีเข้ามาสวมรอยได้ เมื่อ พ.ร.บ.นี้ออกมา น่าห่วงว่าจะเป็นการเปิดทางให้เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่รู้เลยว่าเขาจะเอาผลงานไปทำอะไรบ้าง เพราะสามารถเอาไปโดยไม่ต้องแจ้ง จะเอาไปทำอะไร ถูกดัดแปลงอย่างไรบ้างก็ไม่รู้ ตรงนี้อยากให้รัฐตระหนักในความเป็นพลเรือนของชาติ และปัจจุบัน “คนทำงานวรรณกรรมในไทยอยู่ในภาวะขาลงคนอาชีพนี้อยู่ลำบาก และไม่มีผู้ใดเข้ามารับรู้อะไร ในฐานะเราเป็นพลเมืองดูเหมือนจะขาดความเป็นธรรมไปไหม เมื่อจะเอาผลงานของนักเขียนไปให้อีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่ต้องดูแลอะไรเลย”

พ.ร.บ. มาร์ราเกชใกล้ประกาศใช้แล้ว น่าห่วงว่าเสียงของ “เจ้าของลิขสิทธิ์” ที่รัฐนำเอาไปให้ตามสนธิสัญญา จะดังเพียงพอหรือไม่ หรือจะได้คำชี้แจงข้อข้องใจต่างๆให้กระจ่างอย่างไร.

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.