“เขียนไทยให้เป็นนวนิยาย” โดย “นายแพทย์พงศกร จินดาวัฒนะ”

0
29

 

“เขียนไทยให้เป็นนวนิยาย” โดย นายแพทย์พงศกร จินดาวัฒนะ ในโครงการ “เขียนไทย : ราชบุรี” วันที่ 17-19 สิงหาคม 2563 จัดโดย สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม และมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง

โดย นายแพทย์พงศกร มองว่าอุปสรรคแรกของการเขียนคือการไม่ลงมือเขียน โดยถ้าอยากจะเขียนซักเรื่องต้องรู้ก่อนว่าจะเขียนเรื่องอะไร จะสื่ออะไรและอยากให้เรื่องดำเนินไปแนวไหน ซึ่งนวนิยายจะว่าง่ายก็ไม่ง่ายจะว่ายากก็ไม่ยากแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องตั้งต้นจากการที่ผู้เขียนต้องรู้ตัวเองก่อนว่าอยากจะเขียนอะไรอยากจะเล่าเรื่องอะไร พล็อตเรื่องเปรือบเหมือนแผนที่การจะเดินทางอย่างไรแผนที่ต้องชัดเจนก่อน

จากประสบการณ์การเวิร์คช็อปทำให้รู้ว่า อุปสรรคปัญหาว่าเขียนแล้วเขียนไม่จบ คือ

-พล็อตไม่ชัดอาจจะเขียนไปโดยที่ยังไม่รู้เลยว่าตัวละครต้องเดินทางทำอะไรบ้าง ตรงนี้แหละเป็นอุปสรรคสำคัญ ก่อนเริ่มลงมือเขียนต้องทำงานให้หนักจะต้องลงรายละเอียดว่าต้องให้พล็อตเรื่องชัดเจนที่สุด ผู้เขียนเป็นเจ้าของเรื่องถ้าเรื่องไม่ชัด จะทำให้เขียนลำบากอยากให้ใช้เวลากับการทำพล็อตให้ละเอียดเพื่อเขียนจะได้ง่ายขึ้น

-ตัวละครแต่ละเรื่องก็ไม่เท่ากันบางเรื่องมีเยอะในขณะที่บางเรื่องตัวละครน้อย ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอยู่กับตัวละครในเรื่องควรจะมีมากน้อยเพียงใด สิ่งหนึ่งที่อยากจะเน้นย้ำคือต้องทำงานกับตัวละครให้ละเอียดด้วยโดยจะต้องเขียนแผนผังด้วยซ้ำไป

-ฉาก เรื่องของเป็นสิ่งที่ผู้เขียนเองจะต้องชัดเจนว่าอะไรเกิดขึ้นที่ไหน สถานที่แห่งนั้นเป็นอย่างไร ฉากแบ่งออกเป็น2แบบ คือฉากที่เหมือนจริง เช่น กาหลมหรทึก เป็นเรื่องของการฆาตกรรม นักเขียนลงพื้นที่ดูอย่างละเอียดมากทุกฉากอันนี้เป็นตัวอย่างนวนิยายที่มีการใช้ฉากที่ชาญฉลาดมากๆ และถูกต้องในสถานที่นั้นจริงๆ

มีอีกหนึ่งเรื่องที่เป็นมิติของฉากซึ่งเป็นฉากสมมุติ เป็นฉากที่ไม่มีอยู่จริงแต่เขียนโดยการจินตนาการขึ้นมา ซึ่งฉากที่จินตนาการขึ้นมาจะต้องมีความชัดเจนว่าอะไรอยู่ตรงไหน

อะไรเป็นจุดพลาดที่ทำให้เขียนแล้วไม่จบ เขียนแล้วไม่สำเร็จ เขียนแล้วไม่มีคนอยากอ่านต่อ อะไรที่เป็นข้อผิดพลาดและเป็นจุดอ่อน

1.เรื่องสามัญธรรมดา เรื่องสามัญธรรมดาคือคนอ่านไม่เกิดความอยากอ่านต่อ เช่นมีฉากไฟไหม้บรรยายว่าพระเอกวิ่งไปตักน้ำดับไฟ เจอผีแล้วไปนิมนต์พระ เป็นเรื่องที่ใครๆก็ทำกัน ไม่มีความน่าตื่นเต้น ซึ่งเป็นหนึ่งข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นถ้ามาใช้ในจังหวัดที่ไม่เหมาะสม ถ้าเป็นนวนิยายแนวนี้ผู้อ่านจะไม่อยากอ่านและผู้อ่านรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ วิธีแก้ไขคือต้องคิดต่าง

2.จินตนาการ ซึ่งจินตนาการเป็นสิ่งที่ดี แต่จินตนาการเป็นดาบสองคม การมโนในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เช่นเคยอ่านนวนิยายบางเรื่องผู้เขียนอาจจะเริ่มเขียนใหม่ๆ ที่เขียนด้วยความสนุก ไม่มีประสบการณ์มาก อย่างพระเอกเป็นมาเฟียตื่นเช้ามาจะต้องทำแพนเค้กให้นางเองทาน ซึ่งเป็นสิ่งที่มโน อาจจะมีบ้างแต่มาเฟียไม่ได้ทำเป็นกิจวัตรประจำวัน ดังนั้นถ้าเกิดจะเขียนใคร อาชีพอะไร เขียนถึงคนที่มีระดับความเป็นอยู่แบบไหนก็ใช้จินตนาการได้ส่วนหนึ่งอีกส่วนหนึ่งให้นึกถึงความเป็นจริงที่อ่านแล้วจะขัดแย้งกับความรู้สึกคนอ่านหรือไม่ วิธีแก้ไขต้องหาข้อมูลว่าเป็นอย่างไร

3.ทำตัวเป็นกล้องวงจรปิด คือเรคคอร์ดทุกสิ่งทุกอย่างในนิยายบางครั้งไม่ได้ต้องการความละเอียดขนาดนั้น เช่นจะเล่านางเอกทำงานที่ออฟฟิศ ก็เล่าว่านากเอกเดินทางขึ้นรถบีทีเอสมาทำงานเดินไปสแกนนิ้วตอกบัตร หันไปยิ้มให้ นปภ. เดินไปกดลิฟท์ ได้เจอเพื่อนทักทายเพื่อนเดินไปชงกาแฟ เดินไปเปิดคอมพิวเตอร์ เจอคอมพิวเตอร์โดนแฮ็ก ซึ่งการเล่ามีรายละเอียดเยอะไปทำให้คนอ่านเบื่อ นี่คือการเล่าแบบ camera eye ซึ่งไม่มีประโยชน์อาจจะเล่าเรื่องเพื่อเพิ่มบทให้ยาวขึ้นแต่กลับกลายเป็นความรุงรังน่าเบื่อ ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการเล่าแบบ camera eye วิธีแก้ไขคือเขียนจบแล้วต้องอ่านทบทวน ลองนึกตามว่าเป็นการเคลื่อนไหวบรรยายแบบนี้จะสนุกไหม น่าเบื่อหรือเปล่า ถ้าน่าเบื่อ หรือรุงรังให้ตัดออกไป

4.โฟกัสผิดจุด สิ่งที่ควรจะเล่าไม่เล่า สิ่งที่ควรจะให้น้ำหนัก สิ่งที่ควรจะโฟกัสไม่โฟกัสเป็นเรื่องเล่าในมุมที่ไม่สำคัญหรือเป็นเรื่องเล่าอะไรก็ตามที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเลย วิธีแก้ไขคือเขียนแล้วอ่านทบทวนก่อน

5.ประเด็นเยอะ มีสิ่งที่อยากเล่าเยอะ มีพล็อตเล็กพล็อตน้อย ซ่อนอยู่ใพล็อตใหญ่ ทำให้เรื่องเยอะคนอ่านจะงงได้ วิธีแก้ไขคืออย่าเสียดายเรื่องที่จะเล่า เขียนแค่พล็อตหลักๆที่ทำให้เห็นชัดเจน

6. lost in plot คือ หายไปกับเรื่อง หลุดประเด็นการหลงประเด็น

7.เป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องจริง เป็นเรื่องที่ทั่วไปไม่ทำกัน ทำในสิ่งที่สามัญสำนึกความเป็นจริงไม่เป็นอย่างนั้น การเล่าเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เพราะเป็นจุดอ่อนที่ทำให้นิยายไม่สมจริง วิธีแก้ไขคือทบทวนวิธีการ ขั้นตอนสิ่งที่เราเขียน

8.อีกหนึ่งปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ คือรู้ว่าเขียนเรื่องอะไร แต่ไม่ได้เล่าเรื่องนั้นทั้งหมด จริงอยู่ที่เวลาเขียนพล็อตหรือสร้างบุคคลิกตัวละคร ผู้เขียนรู้จักตัวละครดี แต่ไม่ได้เล่าทั้งหมดที่ตัวละครเป็น วิธีแก้ปัญหาคือให้เมื่อเขียนเสร็จลองให้คนใกล้ชิดอ่านแล้วให้วิจารณ์บอกเล่าได้เพราะอาจจะเห็นมุมมองที่เราไม่เห็นหรือถ้ามีบรรณาธิการได้ก็จะช่วยตรงจุดนี้เป็นอย่างมาก

ทั้ง 8 ประเด็น เป็นการรวบรวมจากประสบการณ์และการทำ workshop ซึ่งทั้ง 8 ประเด็นนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานเขียนอื่นๆได้

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.