เขียนอย่างไรไม่ให้ผิด

0
100

ผมมีเรื่องราวที่น่าสนใจมานำเสนอ  เป็นการแนะนำการเขียน  การสะกดคำ การทับศัพท์ ที่จะทำให้การเขียนหนังสือไม่ผิด ซึ่งผมถอดเทปมาจากการบรรยายในหัวข้อ “เขียนอย่างไรไม่ให้ผิด” โดย คุณเบญจวรรณ แก้วสว่าง นักพิสูจน์อักษรมืออาชีพจัดโดยอุทยานการเรียนรู้ TK park  เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 14.00-16.00 น. ห้อง Learning Auditorium อุทยานการเรียนรู้ TK park ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

(จริงๆ แล้วงานบรรยายนี้จัดมานานกว่า 4 เดือนแล้ว  แต่ผมคิดว่าหัวข้อในวันนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจ  ผมจึงอยากจะนำรายละเอียดจากการบรรยายในครั้งนี้มานำเสนอ  โดยข้อความในบทความนี้ทั้งหมดผมเขียนเรียบเรียงขึ้นมาจากการถอดเทปคำบรรยาย  ดังนั้นถ้ามีข้อมูลหรือรายละเอียดใดผิดเพี้ยนไปจากที่ท่านวิทยากรพูดไว้  ผมก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)

เริ่มต้นโดยมีแบบฝึกหัดให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนได้ลองทำดู  เพื่อทำความรู้จักเกี่ยวกับการตรวจหาคำผิดก่อน

@ หน้าที่ของงานพิสูจน์อักษรสำหรับการทำหนังสือคือ การตรวจคำผิดเป็นความสำคัญประการแรก นอกจากนั้นจะต้องตรวจสอบความถูกต้องในหนังสือด้วยซึ่งความถูกต้องนี้ไม่ใช่มีแค่เขียนถูกหรือเขียนผิดเท่านั้น  ในสำนักพิมพ์ใหญ่เขาจะแยกเป็นแผนกงานพิสูจน์อักษรอย่างเดียวส่วนอีกแผนกจะเป็นงานตรวจสอบข้อมูล  แต่ในบริษัทเล็กๆ จะไม่มีหลายแผนกดังนั้นทุกอย่างจึงมาอยู่ที่งานพิสูจน์อักษรอย่างเดียว ซึ่งนอกจากจะดูเรื่องคำถูกคำผิดแล้ว  ในส่วนของข้อมูลเราก็ต้องช่วยตรวจสอบให้นักเขียนด้วย

@ และเมื่อตรวจสอบทุกอย่างเสร็จจนกระทั่งออกมาเป็นงานอาร์ตเวิร์ค 1 เล่ม  ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คหรือแม็กกาซีนก็ตาม   เราก็ต้องดูด้วยว่าเลขหน้าถูกต้องไหม?  เพราะในบางครั้งก็ไม่ได้ตั้งให้รันเลขหน้าอัตโนมัติ , รูปภาพประกอบถูกต้องไหม?  คอลัมน์นี้ใช้ภาพนี้ใช่ไหม?  ตัวอย่างเช่น  ในคอลัมน์บทสัมภาษณ์  ถ้าเขากำลังพูดถึงเรื่องงานฝีมืออยู่  ภาพประกอบก็ควรจะอยู่ในหน้าเดียวกัน  แต่ถ้าในหน้านี้เขาพูดถึงเรื่องงานฝีมืออยู่แต่เราไปเอารูปที่เขาอยู่ในครัวมาลง  ก็ถือว่าเป็นความผิดพลาดเช่นกัน  คนจัดหน้าเขาอาจจะเอารูปมาวางแล้วลืมตรวจสอบก็เป็นได้  หน้าที่ของงานพิสูจน์อักษรจึงเป็นงานตรวจสอบที่ต้องอ่านและดูอย่างละเอียด

@ อาชีพของนักพิสูจน์อักษรไม่ใช่อาชีพของครูสอนภาษาไทย  แต่หน้าที่ของงานพิสูจน์อักษรคือการทำให้งานเขียนถูกต้อง  ซึ่งในระหว่างที่เราทำให้มันถูกเราก็ต้องไปเช็คข้อมูลตามแหล่งต่างๆ ด้วย  อย่างเช่นการเขียนภาษาไทยเราก็เข้าไปเช็คดูว่าเขาเขียนอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่?  เราต้องทั้งเช็คและอัพเดทข้อมูลความถูกต้องอยู่ตลอดเวลาด้วย

@ สำหรับคนที่ทำงานเขียนหรือว่าชอบเขียนเรื่องราวลงบล็อกหรือลงเพจของตัวเอง  ที่จะต้องเขียนเองและอัพเอง(ทำงานเขียนอยู่คนเดียว) เพื่อให้ท่านรู้ว่านอกจากการเขียนที่ดีที่ถูกต้องแล้วเราควรจะต้องระวังในเรื่องใดบ้าง?  โดยมีอยู่ 5 ข้อหลักๆ ที่ต้องคำนึงถึงเสมอก่อนที่จะให้งานของเราปล่อยออกไป

@ ข้อที่ 1. ให้สงสัยอยู่เสมอว่าเราเขียนถูกต้องหรือไม่?  อย่ามองข้ามคำง่ายๆ อย่างเช่นคำว่า “ปรานี”  คำที่ถูกต้องควรใช้ น.หนู หรือ ณ.เณร ? ,  คำว่า  “เลิกรา”  ใช้ ล.ลิง+ล.ลิง หรือใช้ ล.ลิง+ร.เรือ? ฯลฯ  ถ้าเราไม่ใส่ใจในคำง่ายๆ พวกนี้  เราอาจจะเขียนผิดไปตลอดเลยก็ได้   บางคนกว่าจะมารู้ตัวว่าเขียนผิดก็ต้องตอนที่มาทำงานพิสูจน์อักษรนี้แล้ว  และวิธีที่จะจำให้ได้โดยไม่สับสนคือให้จำคำที่ถูกไว้  เช่นคำว่า “ปรานี” ให้จำความหมายว่าเอ็นดู  ให้ใช้ น.หนู  ส่วนคำว่า “ปราณี” ที่ใช้ ณ.เณร ส่วนใหญ่จะเป็นชื่อคน, คำว่า “ไย” กับ “ใย” หลายคนเขียนผิดใช้ไม้ม้วนตลอด ถ้าเป็นคำว่า “ไย” ที่เป็นคำถามจะต้องใช้ไม้มลาย ฯลฯ  คำง่ายๆ พวกนี้เป็นคำที่เราได้ยินทุกวันแต่เราไม่เคยรู้เลยว่าที่เขียนถูกต้องเขียนอย่างไร?  คำง่ายๆ พวกนี้ถ้าเราเขียนโดยไม่ผิดเลยจะดีมาก  เพราะมันจะแสดงถึงความใส่ใจในการเขียนของเราเอง

@ ข้อที่ 2. ตรวจสอบคำที่ถูกต้องจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ.2554  โดยเฉพาะถ้าเราเขียนของเราอยู่คนเดียวโดยไม่รู้ว่าจะไปถามใครดี  ให้เราต้องตรวจสอบคำที่ถูกต้องจากพจนานุกรมฯ เสมอ  เพราะพจนานุกรมฯ นี้เป็นเสมือนผู้คุมกฎในการเขียนภาษาไทย  ซึ่งปัจจุบันนี้พจนานุกรมฯ มีทั้งแบบที่เป็นเล่มและเป็นแอพพลิเคชัน  โดยเฉพาะถ้าเราอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ก็เข้าเว็บพจนานุกรมได้เลย  หรือสามารถโหลดแอพพลิเคชันพจนานุกรมใส่มือถือของเราได้ด้วย   ถ้าเราเป็นคนที่อยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ออกไปจากเราเป็นข้อเขียนที่ถูกต้อง  เราควรต้องขวนขวายตรวจสอบด้วยตัวเองเสมอว่าคำนี้ที่เราเขียนนี้เราเขียนถูกหรือไม่?

@ ข้อที่ 3. ความถูกต้องของข้อมูลเฉพาะเป็นเรื่องสำคัญ  ในปัจจุบันนี้เวลาที่เราจะพูดถึงคนอื่นหรืออ้างอิงถึงคนอื่นในงานเขียนของเรา  เราควรต้องตรวจสอบความถูกต้องของชื่อเฉพาะนั้นด้วย  เช่น  ถ้าเราจะพูดถึงหน่วยงานหนึ่ง  เราต้องเขียนให้ถูก  สะกดถูก ที่อยู่ที่ตั้งถูก ฯลฯ   โดยเฉพาะถ้าคุณอยู่ในฐานะของสื่อมวลชน  ถ้าไปสัมภาษณ์ใครสักคนมา  การจะเขียนถึงชื่อของเขาหรือตำแหน่งของเขาควรต้องเขียนให้ถูกต้องเสมอ หรือชื่อสถานที่หรือคำศัพท์วิชาการต่างๆ  เราต้องจดรายละเอียดมาให้ชัดเจน หรือขอนามบัตรของเขามา หรือเข้าไปเช็คดูในเว็บไซต์ของทำงานเขา ฯลฯ  เพราะถ้าคุณเขียนผิดหรือตรวจสอบไม่ดี  มันจะกลายเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ผิดพลาดสู่สาธารณะชน

@ ถ้าเราเป็นคนที่ทำงานด้านคอนเทนต์แล้ว  ชื่อคนนี้สำคัญมาก  ยกตัวอย่างเช่นชื่อของคุณวิภว์  บูรพาเดชะ มีคนเขียนผิดเยอะมาก ฯลฯ  และถ้าคนๆ นั้นเขาเป็นผู้ใหญ่หรือมีตำแหน่งใหญ่โตหรือเป็นคนที่มีชื่อเสียงในสังคม  เราก็ไม่ควรจะเขียนชื่อของเขาผิด  สำหรับข้อมูลเรื่องชื่อคนนี้เริ่มต้นควรมาจากตัวนักเขียนก่อนที่จะต้องถามชื่อจริง นามสกุลของเขามาให้ถูกต้อง  บางครั้งชื่อสถาบันการศึกษาที่เขาเคยเรียนเราอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย  เราต้องให้เขาจดให้เราเพราะมันเป็นข้อมูลชื่อเฉพาะ  รวมทั้งคำศัพท์วิชาการต่างๆ ด้วย ถ้ามีคำที่เราไม่รู้จักหรือเขียนไม่ถูก  เราต้องให้เขาจดมาให้เราด้วย   ชื่อบริษัท ชื่อหน่วยงาน กรม กอง ฯลฯ ก็ต้องเขียนให้ถูกด้วยเช่นกัน

@ ข้อที่ 4. เห็นความสำคัญของการเว้นวรรค ตัดคำที่ไม่จำเป็น คำซ้ำ หรือคำฟุ่มเฟือย   ในการเขียนงานโดยเฉพาะงานเขียนที่มาจากการถอดเทปคำสัมภาษณ์ต่างๆ มักจะเจอคำซ้ำเสมอ เช่น คำว่า “ประมาณนั้น  ประมาณนี้” , “ประมาณว่า” , “คือแบบ” , “คือว่า” ฯลฯ  เราต้องตัดคำซ้ำเหล่านี้ทิ้งไป  ถ้าเราสามารถตัดคำอะไรออกไปแล้วพออ่านทวนอีกครั้งแล้วเรายังเข้าใจอยู่  มันจะทำให้ข้อความของเรามันดูน่าอ่านมากขึ้น

@ ข้อที่ 5 ในหนังสือทั้งเล่มควรมีหลักการในใช้คำแบบเดียวกัน   หรือในหนึ่งชิ้นงานเขียนของเราควรจะมีหลักการใช้คำในแบบเดียวกัน  เพราะว่าคำบางคำเขียนได้ 2 แบบ  ยกตัวอย่างเช่น  คำว่า “ปกติ” หรือ “ปรกติ”  เขียนได้ทั้ง 2 แบบ  ถ้าในบทความของเราที่มีอยู่ 5 หน้ามีคำว่า “ปกติ” อยู่ 4 แห่ง  เราก็ควรเลือกเป็นหลักของตัวเองว่าจะใช้คำไหน  แล้วใช้คำแบบนั้นให้เหมือนกันไปตลอดทั้ง 4 แห่ง

@ แต่ถ้าเป็นงานเขียนของหนังสือหรือแม็กกาซีนหรือนิตยสาร  ก็ควรมีหลักใช้ให้เหมือนกันทั้งองค์กรว่าคำที่เขียนได้ทั้ง 2 แบบนั้น  คำไหนทั้งองค์กรจะเขียนแบบไหน  ยกตัวอย่างบางบริษัทที่มีหนังสือหลายหัว (นิตยสารหลายชื่อ) เขาก็จะมีวิธีการเขียนไว้ใช้ร่วมกันทั้งองค์กรให้ชัดเจนไปเลยอาทิเช่นเขียนคำทับศัพท์คำว่า Lock  จะเขียนแบบไหน “ล็อค” หรือ “ล็อก”  เลือกใช้แบบใดแบบหนึ่งแล้วให้ใช้เหมือนกันทั้งองค์กรไปเลย

@ สำหรับเรื่องคำทับศัพท์นี้  ทางราชบัณฑิตยสภาได้กำหนดหลักการเขียนคำทับศัพท์ออกมา  แต่ต้องยอมรับว่าในบางครั้งจะใช้ตามที่ราชบัณฑิตยสภากำหนดก็ไม่ได้  เพราะมันจะเขียนยากจนเกินไป (หรือเขียนออกมาแล้วแปลกจนเกินไป) เราก็สามารถเลือกใช้วิธีการเขียนคำทับศัพท์ที่นิยมใช้กันทั่วไปแทนได้  โดยแอบถามเพื่อนๆ ที่อยู่รอบตัวว่า คำทับศัพท์นี้เขาเขียนกันอย่างไร?  แล้วเราก็มาวิเคราะห์ดูว่าเราจะเลือกเขียนอย่างไรดี

@ ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบเขียน  การอ่านหนังสือเยอะๆ จะเป็นตัวช่วยที่ดีในการฝึกให้เป็นคนที่เขียนถูกเสมอ  อ่านเยอะก็จะเจอทั้งคำที่เขียนถูกด้วยและเจอคำที่เขียนผิดด้วย มันจะทำให้เราต้องฉุกคิดว่าคำไหนเขียนถูกกันแน่  พอเราสงสัยก็จะมีการสืบค้นเพื่อหาคำที่เขียนถูกต้อง จึงเป็นการสร้างความมั่นใจในการเขียนในแก่ตัวเองด้วย

@ ควรอ่านเยอะๆ เพื่อเก็บสิ่งต่างๆ เอาไว้ใช้ในงานเขียนของเราในภายภาคหน้าด้วย

@ ขอแนะนำแอพพลิเคชันที่ควรมีติดมือถือเอาไว้  โหลดใส่มือถือหรือใส่แท็บเล็ตเอาไว้ใช้งานในยามที่จำเป็นได้ทั้ง 4 แอพนี้เป็นของราชบัณฑิตยสภา Royal Society

  1. Royal Society (Thai Dictionary แอพนี้คือพจนานุกรมฯ นั้นเอง)
  2. Read and Write (อ่านอย่างไร เขียนอย่างไร)
  3. ชื่อบ้านนามเมือง
  4. ภาษาอาเซียน

ท้ายสุดนี้ผมหวังว่าบทความในบทความนี้น่าจะพอเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่รักการเขียน และผู้มีอาชีพที่สร้างคอนเทนต์เนื้อหาต่างๆ  อยู่บ้างไม่มากก็น้อย  ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการได้ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ โดยเขียนเป็นตัวหนังสือครับ

 

ขอบคุณ : อาคุงกล่อง

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.