“อังคาร-อนุสรณ์”รับรางวัลวรรณกรรมแม่น้ำโขงปี2562 ณ ประเทศเมียนมา

0
17

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา นางกนกวลี พจนปกรณ์ กันไทยราษฎร์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
พร้อมด้วย อังคาร จันทาทิพย์ และ อนุสรณ์ ติปยานนท์ เดินทางร่วมงานรับรางวัลวรรณกรรมแม่น้ำโขง ปี 2562 Mekong River Literature Award 2019 (MERLA 2019) ณ ย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา

ทั้งนี้ รางวัลดังกล่าวมีการมอบรางวัลเป็นประจำทุกปี โดยเจ้าภาพจะหมุนเวียนในประเทศสมาชิก ประเทศละ 1 ปี ซึ่งในปี ซึ่งในปีนี้ 2562 นี้ ประเทศเมียนมาได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพ

ภายในงาน นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย กล่าวสุนทรพจน์ ว่า ทุกประเทศต่างมีอัตลักษณ์และวัฒนรรมของชาติเป็นของตัวเองไม่ว่าจะเป็นประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา ประเทศเมียนมา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศจีน และประเทศไทย

นั่นหมายความว่า ทุกคนย่อมรักหวงแหน ภาคภูมิใจในอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของชาติตนเอง

แต่ในโลกปัจจุบันเป็นโลกไร้พรมแดน มีการติดต่อสื่อสารถึงกันอย่างรวดเร็ว ทำให้ทุกคนในโลกเมือนอยู่ใกล้กันมากยิ่งขึ้น การสื่อสารในยุคใหม่นี้เองที่ทำให้เกิดการวมตัวกันง่ายขึ้น เร็วขึ้นทำให้นพินิจว่าปัจจุบัน การรวมตัวกันกลับมีการหลอมรวม ดูดกลืน

ทำให้น่าพินิจว่าปัจจุบัน การรวมตัวกันกลับมีการหลอมรวม ดูดกลืนรวบยอด ไหลเท อัตลักษณ์และวัฒนธรรมของแต่ละชาติไปอย่างเงียบๆ และง่ายดาย

วันนี้ถือเป็นวันดี เป็นวันที่เหล่านักเขียนมาพบกันเพื่อแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลวรรณกรรมแม่น้ำโขง นอกจากจะขอแสดงความยินดีต่อนักเขียนทุกท่าน ของทุกประเทศที่ได้รับรางวัลแม่โขงอวอร์ดแล้วในฐานะที่พวกเราทุกคนทำงานวรรณกรรม รับรู้ และอยู่กับเรื่องอัตลักษณ์และวัฒนธรรมมาตลอด ดังนั้น ทุกคนจะตระหนักและเห็นคุณค่า เห็น
ความหมายของอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของและชาติเป็นอย่างดีถึงเวลาแล้วที่เราควรมาเปิดหัวใจให้แก่กัน นั่นคือ

เปิดหัวใจรับความแตกต่างของวัฒนธรมที่มีอยู่หลากหลาย
เปิดหัวใจด้วยความรักและศรัทธาในความเป็นตนและเป็นผู้อื่น
เปิดหัวใจช่วยเหลือกันด้วยความเมตตาและการุณ
เปิดหัวใจรับความเปลี่ยนแปลงที่มาในกระแสสังคมของโลกยุคใหม่ด้วยความมีสติ
และเราต้องเปิดหัวใจด้วยความเชื่อมั่นในอัตลักษณ์และวัฒนธรรม
ของชาติว่ามีพลังยิ่งใหญ่ไพศาลที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชนชาตินั้นๆ ได
เมื่อนั้นเราทุกคนจะเห็นคุณค่าและความหมายของอัตลักษณ์ในแต่ละวัฒนธรรม
โดยไม่ไปเบียดเบียน ฉกฉวย ลบล้าง ทำลาย หรือ หลอมรวมอัตลักษณ์ของชาติอื่น

ข้าพเจ้าหวังว่าจะเห็นการสร้างสรรค์วรรณกรรมของนักเขียนทุกชาตินำ
อัตลักษณ์ของวัฒนธรรมในชาติของตนแสดงออกมาอย่างมีสีสัน มีคุณค่า มีความหมายและเต็มไปด้วยพลังต่อผู้อ่าน

 

อนุสรณ์ ติปยานนท์ กล่าวสุนทรพจน์

สวัสดีท่านผู้มีเกียรติทุกท่านในที่นี้ เนื่องจากรางวัลนี้มีชื่อว่ารางวัลแม่น้ำโขง ผมจึงขอพูดในสิ่งที่ซ้ำซาก น่าเบื่อที่สุดเกี่ยวกับความทรงจำ ความประทับใจ และความรู้สึกของผมต่อแม่น้ำโขง

แน่นอนในฐานะของผู้ที่เกิดในประเทศไทยที่มีพรมแดนทางธรรมชาติเป็นแม่น้ำโขงที่มีความยาวหลายร้อยกิโลเมตร ผมข้ามแม่น้ำโขงนับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่ทางเหนือจรดทางใต้ ผมข้ามแม่น้ำโขงในประเทศไทยที่เชียงของ ที่เชียงคาน ที่บึงกาฬ ที่มุกดาหาร ที่นครพนม ที่อุบลราชธานี หลังจากนั้นผมล่องแม่น้ำโขงในลาวที่ปากลาย เวียงจันทร์ ปากเซ สีพันดอน ผมล่องแม่น้ำโขงในกัมพูชาที่เมืองสะตรึงเตร็ง กะแจ ไม่นับสาขาย่อยของแม่น้ำที่โตนเลสาป และสุดท้ายผมล่องแม่น้ำโขงที่เกาะแก่งทั้งหลายปากแม่น้ำโขงที่เวียดนาม ทุกจุดของแม่น้ำที่แลดูผิวเผินคล้ายคลึงกันกลับมีความแตกต่างกันอย่างมาก เป็นความแตกต่างที่มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ

ที่ปากเซ ชายหาดริมแม่น้ำโขงสร้างความประทับใจต่อผมไม่รู้ลืม ผมจำได้ เช้าวันนั้น ผมตื่นแต่เช้าออกเดินไปตามชายหาด แน่นอนที่ชายหาดในเมืองอุตสาหกรรมแห่งนั้นย่อมไร้ความงามใดๆ ดินสีกระดำกระด่าง ทรายที่ไม่สดใส แต่เมื่อแสงอาทิตย์แรกปรากฏขึ้น สิ่งอัศจรรย์ก็เผยตัวของมันออกมา

มีบางอย่างคล้ายดังเม็ดทรายแต่ไม่ใช่เม็ดทรายเป็นแน่เพราะมันส่งแสงสุกสกาวราวทองคำ อาจเป็นแร่ธาตุบางอย่าง อาจเป็นเศษตะกอนบางอย่างของแร่ธาตุที่ผมไม่รู้จัก มันส่องประกายระยิบระยับไปทั่วบริเวณ ผมหยุดอยู่กับที่ จ้องมองภาพแสนงามนั้นด้วยความตื่นตะลึง แน่นอน ช่วงเวลานั้นไม่ยืดยาว เพราะเมื่อแสงอาทิตย์แรงกล้าตามลำดับ ความระยิบระยับสุกสกาวนั้นก็ปราศนาการไป มันสูญสลายไปจากพื้นที่แห่งนั้น ชายหาดกลับสู่ดินสีกระดำกระด่าง ทรายที่ไม่สดใส ความน่าประทับใจดับสูญไปจากที่นั้นและสถิตย์อยู่ในความคิดคำนึงของผมแทน

เป็นเวลาหลายวันที่ภาพอันระยิบระยับอยู่ในห้วงคำนึงของผม ผมถามตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่านี่ใช่ไหมที่เป็นที่มาของคำเรียกดินแดนแถบนี้ว่าสุวรรณภูมิ หรือพื้นที่แห่งทองคำ จริงอยู่ว่ามีหลายพื้นที่ในดินแดนแห่งนี้ที่มีทองคำ แต่ที่ใดเล่าที่จะให้ความงามแห่งทองคำได้เท่าภาพอันระยิบระยับที่เกิดขึ้นริมแม่น้ำโขงเช่นนี้ ร้อยปีก่อน พันปีก่อน ใครสักคนที่ล่องเรือผ่านมาในยามเช้า ได้จอดเรือของเขาแล้วออกเดินไปบนชายหาดที่ดินมีสีดิน ทรายมีสีทราย ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรม ไม่มีธุรกิจการท่องเที่ยว ไม่มีผู้คน มีแต่ความเงียบ มีแต่ความสงบ ใครบางคนได้เห็นภาพระยิบระยับละออตาเช่นนั้น ครั้นแล้วเขาก็หยุดนิ่งเหม่อมองดูมันก่อนภาพนั้นจะหายไป เขากลับไปที่เรือเขียนบันทึกถึงสิ่งที่พบเห็น ทองคำอันมากมาย ความมั่งคั่งรุ่มรวยอันมากมาย สิ่งเหล่านี้ไม่เคยปรากฏพบเจอในดินแดนที่เขาผ่านทางมา มีแต่เพียงในดินแดนนี้เท่านั้น เขาขนานนามมันว่าสุวรรณภูมิ ดินแดนแห่งทองคำ ดินแดนแห่งความมั่งคั่งรุ่มรวย ดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่หาใดเทียบ

เมื่อตกถึงปัจจุบันนี้ สุวรรณภูมิ ดินแดนที่แอบอิงอาศัยกับแม่น้ำโขงอาจไม่ใช่ดินแดนที่มีทองคำอยู่จริง อีกทั้งยังต้องประสบกับปัญหาจำนวนมากในช่วงเวลานี้ น้ำในแม่น้ำโขงลดแห้งลงอย่างมากในปีนี้ โครงการเขื่อนใหม่ๆผุดขึ้นทุกปี ฝูงปลาในแม่น้ำโขงพากันเปลี่ยนทิศทางการอยู่อาศัยและลดจำนวนลง แต่กระนั้นสุวรรณภูมิ ดินแดนที่แอบอิงอาศัยกับแม่น้ำโขงก็ยังคงความมั่งคั่งรุ่มรวย ก็ยังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่ดี โดยเฉพาะในสิ่งที่เรียกว่าเรื่องเล่า

เรื่องเล่าจากแม่น้ำโขงนั้นปรากฏขึ้นมากมาย ตำนานสุวรรณโคมคำ เรื่องราวของวีรบุรุษของลาวหรือล้านช้างอย่างท้าวฮุ่ง เรื่องราวของสินไซจากไทย เรื่องราวของโฮตินจากเวียดนาม เรื่องราวของนัตในพม่า หรือเรื่องราวของสามก๊กที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีจากจีน

เรื่องเล่าเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความรุ่มรวย มั่งคั่งด้านความสามารถในการเล่าเรื่อง ในวรรณศิลป์ ในความคิดสร้างสรรค์ของผู้คนในดินแดนสุวรรณภูมิอย่างไม่ต้องสงสัย พวกเขาในดินแดนเหล่านี้กระทำตนในสิ่งตรงกันข้ามกับวิกฤตที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำโขง ในขณะที่แม่น้ำโขงอยู่ในสภาพที่ทดถอย สายน้ำเหือดแห้ง ความระยิบระยับขาดหายไป แต่ทว่าเรื่องราวจากปากคำ จากการเขียนของพวกเขา งานรางวัลนักเขียนแม่น้ำโขงได้ดำเนินหน้ามาจนถึงครั้งนี้ นั่นหมายความว่ากระแสธารแห่งงานเขียน แห่งเรื่องเล่า แห่งผู้เล่าและเขียนในดินแดนแถบบนี้ยังหลั่งไหลไม่หยุดยั้ง มันเป็นดังการแข็งขืน ยืนฝืนสภาวะวิกฤตทางกายภาพที่กำลังดำเนินไปของแม่น้ำโขง มันคือการยืนยัน ประกาศกร้าวว่า สุวรรณภูมิ ดินแดนอันรุ่มรวย มั่งคั่ง สมบูรณ์ ยังมีสภาพเช่นนั้นอยู่อย่างน้อยก็ในสภาพของตัวอักษรและเรื่องเล่า ขอให้เราทุกคนที่มารวมตัวกันในงานนี้ ที่นี่ และงานนี้ ในปีต่อไป จงเป็นความระยิบระยับไม่ต่างจากประกายทองคำที่เคยปรากฏในดินแดนแห่งนี้

 

อังคาร จันทาทิพย์ กล่าวสุนทรพจน์

เพื่อน พี่น้องนักเขียน กวี และผู้ร่วมงานทุกท่าน เราข้ามพรมแดนประเทศ ความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรมมาพบกันในโอกาสนี้ ก็ด้วยสิ่งที่เรียกว่า ‘วรรณกรรม’ และรางวัลทางวรรณกรรมชื่อ ‘รางวัลวรรณกรรมแม่น้ำโขง (Mekong River Literature Award : MERLA)’ ซึ่งเราคงทราบกันดีว่าแม่น้ำโขงที่ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อรางวัลนั้น เป็นแม่น้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสายหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และของโลก ตลอดความยาว 4,909 กิโลเมตรจากภูเขาหิมะ ทุ่งหญ้าบนที่ราบสูงชิงไห่ ธิเบต ผ่านจีน ยูนนาน, พม่า, ไทย, ลาว, กัมพูชา จนถึงดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ (The Mekong Delta) ไหลออกทะเลจีนใต้ที่เวียดนามเป็นจุดสุดท้าย

นานแสนนานมาแล้วที่ ‘มหานทีแห่งชีวิต’ สายนี้หลั่งไหลหล่อเลี้ยงผู้คนหลายสิบล้านคน ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของข้าว ปลา ธัญญาหาร ให้กำเนิดอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ วิถีชีวิต ศิลปะ วัฒนธรรมอันหลากหลาย รวมถึงเรื่องเล่า ตำนาน นิทานปรัมปรา ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของวรรณกรรมสมัยใหม่ในยุคต่อมา

หากสายน้ำมีชีวิต จิตวิญญาณ และเส้นทางไหลของตัวเอง ชีวิตก็คงเช่นเดียวกัน… สายน้ำหลากไหล ผู้คนหลากหลาย แต่ละกลุ่มชนชาติพันธุ์ในแต่ละพื้นที่ แต่ละรุ่น ล้วนเผชิญความเปลี่ยนแปลง เป็นไปในแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่โบราณกาล สู่ยุคล่าอาณานิคม ยุคสงครามเย็น จนถึงยุคโลกาภิวัตน์ แต่ละการเปลี่ยนผ่านได้มอบทั้งความสุขและความทุกข์ รวมถึงสร้างแผลเป็นความเจ็บปวดไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ ชีวิตผู้คนในภูมิภาคนี้ และแม่น้ำสายนี้มาโดยตลอด

ข้าพเจ้าหวนคิดถึงตำนาน เรื่องเล่า ‘พญานาค’ สร้างแม่น้ำโขง และลำน้ำสายอื่นๆ รวมถึงตำนาน เรื่องเล่าเกี่ยวกับนาคและการสร้างบ้านเมือง วิถีชีวิต วัฒนธรรม ซึ่งผู้คนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลากหลายชาติพันธุ์มีความเชื่อร่วมกันคงไม่ใช่เรื่องเกินจริงนัก หากข้าพเจ้าจะกล่าวว่า ปัจจุบันซึ่งเราจะเรียกว่ายุคโลกาภิวัตน์ ทุนนิยม ตลาดเสรี หรืออะไรก็ตามแต่ ตำนาน เรื่องเล่าเกี่ยวกับสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ผู้บันดาลความอุดมสมบูรณ์ให้กับแผ่นดิน สายน้ำ บ้านเมือง ผู้คน ได้เสื่อมสิ้นมนต์ขลังไปเสียแล้ว…

และคงไม่ใช่เรื่องเกินจริงนัก หากข้าพเจ้าจะกล่าวว่า พร้อมๆ กับตำนาน เรื่องเล่าที่เสื่อมสิ้นมนต์ขลัง แม่น้ำโขงซึ่งครั้งหนึ่งนักสำรวจชาวตะวันตกผู้มาพร้อมลัทธิล่าอาณานิคมเคยสยบยอมให้แก่ความยิ่งใหญ่ บัดนี้กำลังจะตายลงอย่างช้าๆ… ตลอดลำน้ำโขงความยาว 4,909 กิโลเมตร ซึ่งเปรียบเสมือนพญานาคตัวใหญ่ บัดนี้ถูกหั่นเป็นท่อนด้วยเขื่อนที่สร้างเสร็จแล้ว กำลังสร้าง และมีแผนจะสร้างมากถึง 25 แห่ง เราคงทราบกันดีว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมาแม่น้ำสายนี้กำลังเผชิญวิกฤตอย่างหนักระดับการขึ้นลงที่ผันผวน ไม่เป็นไปตามธรรมชาติเดิม เพราะการกักเก็บและปล่อยน้ำของเขื่อนต่างๆ เพื่อความสะดวกในการเดินเรือสินค้าขนาดใหญ่ และเพื่อปั่นกระไฟฟ้าหล่อเลี้ยงเมืองใหญ่สร้างความเติบโตมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ โดยไม่คำนึงถึงผู้คนอีกหลายสิบล้านคนที่พึ่งพาอาศัยแม่น้ำสายนี้ในการหล่อเลี้ยงชีวิต นับเป็นความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงและช่วงใช้ทรัพยากรที่มีร่วมกันอย่างที่ควรจะเป็นนับวันปัญหาเหล่านี้จะยิ่งส่งผลกระทบต่ออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงรุนแรงขึ้น บัดนี้พญานาคที่ชื่อ ‘แม่น้ำโขง’ กำลังกลายร่างเป็นสนามรบรูปแบบใหม่ในนามสงครามแย่งชิงทรัพยากร โดยมีเหยื่อสงครามเป็นผู้คนหลายสิบล้านคนตลอดลำน้ำ

ว่ากันว่า ตำนาน เรื่องเล่าการก่อเกิด ความรุ่งเรือง และล่มสลายของบ้านเมือง แว่นแคว้น รัฐต่างๆ ในอดีตของดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ล้วนแล้วแต่ผูกพันกับนาคอย่างแยกไม่ออก นั่นย่อมหมายความว่านอกจากบันดาลความอุดมสมบูรณ์แล้ว อีกด้านหนึ่งย่อมบันดาลให้เกิดวิบัติและหายนะได้ด้วยเช่นกัน

ก่อนจะอ่านบทกวีซึ่งเกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่เล่าให้เพื่อน พี่น้องนักเขียน กวี และผู้ร่วมงานทุกท่านได้ฟังเป็นการปิดท้าย ข้าพเจ้าในฐานะผู้ได้รับ ‘รางวัลวรรณกรรมแม่น้ำโขง (Mekong River Literature Award : MERLA)’ และในฐานะนักเขียน กวีคนหนึ่งได้แต่หวังว่า เมื่อสายน้ำได้มอบชีวิตให้เรา เราก็ควรคืนชีวิตแก่สายน้ำบ้าง…

บทกวี ‘นาคตำนานแม่น้ำโขงอีกร้อยปีถัดไป…’

ทุ่งเทือกเขาจรดทุ่งหญ้า โพ้นฟ้าละลิบ
สายน้ำกระซิบถึงแดนดินหลายถิ่นที่
ไม่ขาดห้วงแผ่วหายหลายร้อยปี
ต่างชื่อเพรียกเรียกนทีแห่งชีวิต

ฟากความจริง ฝั่งความฝันอันเหยียดยาว
หลั่งเรื่องราวผ่านผู้คน ผลผลิต
เล่าตำนานขานนัยความใกล้ชิด
เครือญาติจิตวิญญาณส่งผ่านมา

ฟากความจริง ฝั่งความฝันอันเก่าแก่
ทั้งเผื่อแผ่ หลอมรวมลำน้ำสาขา
คดโค้ง โยงข่าย คล้ายนาคา
ให้น้ำท่าชุ่มเย็นแฝงเร้นกาย

มาแต่แรกคุ้ยควักลำธารน้ำไหล
ชอนไชขีดเส้นจนเป็นสาย
กายและเกล็ดนาคดั่งผืนคลื่นน้ำพราย
ปรัมปรานิยายแห่งสายน้ำ

ฟากความจริง ฝั่งความฝันอันกว้างใหญ่
เหนือเชื่อมใต้ สูงตราบลุ่มราบต่ำ
เชื่อมชีวิต วิถี พิธีกรรม
ร้อยเรียงภูมินำลำภูมิลำเนา

ธรรมชาติความเชื่อ เหนือธรรมชาติ
ผุดแก่ง หาด ผา คอน เกาะ ดอนเก่า
ฟากออก ตก ฝั่งขวา ซ้าย หลายเงื้อมเงา
สงครามเร้าห้วงกาลร้าวรานตะกอน

จากฟ้าสูงต้นสาย สุดปลายน้ำ
การค้างำครอบเงื่อนไขไม่หยุดหย่อน
ทุนสะเทือนเคลื่อนฐานรุกธารสะท้อน
ความยอกย้อนแผ่ขยายทลายทะลวง

ซาชู่รินชัมบาลาเคยบ่าไหล
หลานซางเจียงลมหายใจเริ่มขาดห้วง
ล้านช้างเหือด ของทุรนรับผลพวง
หนักหน่วงตลอดโขงขอดแล้ง

พล่านพลิกกายทลายฝั่งทั้งสองฟาก
ภาพเบื้องหน้า พญานาคเกล็ดผากแห้ง
หลอมละลายกลายร่างกลางแดดแรง
ถูกตัดแบ่งแหว่งวิ่นดิ้นทุราย

ธรรมชาติ ความเชื่อ เหนือธรรมชาติ
สัมผัสขาด สัมพันธ์ถูกบั่นสาย
กายและเกล็ดเคยกระเพื่อมเลื่อมคลื่นพราย
กระสนกระเสือกเกลือกทรายอยู่ซ้ำซ้ำ

เขื่อนขวางขีดดั่งมีดบั่นหั่นเป็นท่อน!
ทุกช่วงตอนบิดเร่ารวดร้าวระส่ำ…
ร้อยปีผ่าน ตำนานนาคตายซากย้ำ
เรื่องจริงจังฝังจำปรัมปรา!…

กาลครั้งหนึ่ง เมื่อไม่นาน…
มีเรื่องขานตำนานเล่าเอาไว้ว่า…..
……………………………………………..
……………………………………………..

 

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.