ศาสตร์และศิลป์ในการเขียนบทวิจารณ์ภาพยนตร์ … “เรามีงานวิจารณ์ไปทำไม?”

0
146

วันนี้ขอนำเสนอข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการเขียนบทวิจารณ์ โดยเฉพาะเจาะจงลงไปที่การเขียนงานวิจารณ์ภาพยนตร์  จากเวทีการเสวนาในหัวข้อ “ศาสตร์และศิลป์การเขียนบทวิจารณ์ภาพยนตร์ ละคร และศิลปะการแสดง”  ที่เป็นส่วนหนึ่งใน “งานรำลึกถึงหม่อมหลวงบุญเหลือ  เทพยสุวรรณ ประจำปี 2561”  จัดโดยกองทุนหม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา ณ ห้องศศินทร์ฮอลล์ ชั้น 9 อาคารศศปาฐศาลา สถาบันบริหารธุรกิจ ศศินทร์

จริงๆ แล้วการเสวนาในครั้งนี้มีชื่อหัวข้อเต็มๆ ว่า “ศาสตร์และศิลป์การเขียนบทวิจารณ์ภาพยนตร์ ละคร และศิลปะการแสดง”  โดยมีท่านวิทยาการผู้เสวนาคือ อาจารย์สกุล บุณยทัต , อาจารย์ประวิทย์ แต่งอักษร  , อาจารย์กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน และรองศาสตราจารย์ ดร.นัทธนัย ประสานนาม ดำเนินการเสวนาโดย อาจารย์อรยา สูตะบุตร

แม้ว่างานเสวนานี้จะผ่านมาเป็นเวลานานเกือบ 4 เดือนแล้ว แต่ผมคิดว่าข้อมูลจากงานเสวนาในครั้งนี้น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากแก่ผู้ที่สนใจ และผู้ที่ทำงานด้านการวิจารณ์โดยตรง ผมคิดว่าข้อมูลจากท่านวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่แสดงปาฐกในครั้งนี้น่าจะใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงทางวิชาการได้ด้วย ผมจึงขอบันทึกบางส่วนของการเสวนาครั้งนี้นำมาเผยแพร่ต่อ โดยขอยกมาเฉพาะคำถามแรกสุดที่อาจารย์อรยา ผู้ดำเนินการเสวนาถามวิทยากรทุกท่านว่า “เรามีงานวิจารณ์ไปทำไม?”

(สำหรับรายละเอียดในกระทู้นี้ ผมเขียนเรียบเรียงขึ้นจากการถอดเทปการเสวนา ซึ่งอาจจะมีการตัดและปรับเปลี่ยนคำพูดบางส่วนเพื่อให้อ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายขึ้น ดังนั้นถ้ามีข้อความใดที่ผิดเพี้ยนหรือคลาดเคลื่อนไปจากคำพูดที่ท่านวิทยากรได้พูดไว้ ผมก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)

อาจารย์กิตติศักดิ์  สุวรรณโภคิน นักวิชาการและนักวิจารณ์ภาพยนตร์อิสระ

จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องมีคนเสนอและมีคนรับ  ในภาษาละครบอกว่ามีแอกชัน (Action) ก็ต้องมีรีแอกชัน (Reaction) ด้วย ในกรณีของงานศิลปะทั่วไปทั้งหนังและละครรวมทั้งงานวรรณกรรมต่างๆ แอกชันคือผู้เป็นเจ้าของผลงาน เป็นผู้เขียน เป็นคนที่ทำละคร ถ้าเขาทำไปฝ่ายเดียวโดยที่ไม่มีรีแอกชันเลย มันก็เหมือนว่าจะเป็นงานที่ไม่สมบูรณ์

ละครประกอบด้วย 3 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 คือบทละคร ที่อยู่ในขั้นของงานวรรณกรรม ส่วนที่ 2 คือการแสดง  เมื่อเอางานวรรณกรรมมาแสดงจะกลายเป็นละคร ส่วนที่ 3 คือคนดู ถ้ามีไม่ครบทั้ง 3 ส่วนนี้ก็ยังไม่ถือว่าเป็นละคร เมื่อมีคนดูก็จะมีการสะท้อนกลับมาในฐานะของนักวิจารณ์ ทำให้เจ้าของผลงานหรือตัวศิลปินที่แสดงนั้นได้รับทราบว่า ผลงานของตัวเองนั้นได้รับการต้อนรับอย่างใดบ้าง? มีส่วนใดที่ดีที่สังคมอยากพัฒนาต่อไป และมีส่วนใดที่บกพร่องสมควรจะได้รับการแก้ไข

 

อาจารย์สกุล  บุณยทัต นักวิชาการอิสระ อดีตรองอธิการบดี  มหาวิทยาลัยศิลปากร

งานวิจารณ์เป็นบทสะท้อนของตัวเนื้อหา ศาสตร์ที่เราใช้ในงานวิจารณ์อย่างเช่นการวิจารณ์ภาพยนตร์ ถือว่าเป็นงานศิลปะร่วมหลายแขนง ถ้าไม่มีการวิจารณ์เราก็จะไม่รู้ว่าศิลปะที่มันมารวมกัน มีตั้งแต่การแสดง บทละคร เทคนิคพิเศษ เพลงประกอบ ฯลฯ  ดังนั้นถ้าคนจะดูหนังสักเรื่องให้สนุกหรือจะอ่านหนังสือสักเล่มให้มีความหมาย ก็จะต้องรู้จักความหมายและภาษาเฉพาะของภาพยนตร์หรือหนังสือเรื่องนั้นด้วย

ประสบการณ์และจินตนาการของนักวิจารณ์เป็นเรื่องสำคัญ ในปัจจุบันนักวิจารณ์ในบ้านเรามีน้อยมาก มีนักดูหนังน้อยมากเช่นกัน นักอ่านหนังสือ(คนอ่านหนังสือ)ก็น้อยมาก ในมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่มีการสอนเรื่องการวิจารณ์  ปรากฏว่านักศึกษาเป็นคนไม่ดูหนัง เป็นคนไม่อ่านหนังสือ จะวิจารณ์หนังสือก็ลำบาก ไม่รู้ทฤษฎี ไม่รู้โครงสร้าง ไม่รู้องค์ประกอบต่างๆ ว่าส่วนประกอบทั้งหมดคืออะไร? ศิลปะของการวิจารณ์มันเต็มไปด้วยองค์ประกอบหลายประการ  ดังนั้นคนที่เป็นนักวิจารณ์ก็ควรต้องเป็นคนที่รอบรู้พอสมควร มีประสบการณ์ มีวิชาการและมีจินตนาการพอสมควรซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ปัจจุบันการเรียนรู้วิชาการวิจารณ์มันขาดประสบการณ์ค่อนข้างมาก ทั้งๆ ที่ในปัจจุบันโลกมีโอกาสทำให้คนเรียนรู้ได้มากขึ้น แต่จริงๆ แล้วคนกลับเรียนรู้ได้น้อยลง เพราะอาจจะรู้แค่ฉาบฉวยและไม่สามารถรู้ลงลึกได้เท่าที่ควร

ยกตัวอย่างการมองภาพยนตร์เรื่อง First Man  (2018)  “มนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์” ที่เป็นหนังของนีล อาร์มสตรอง ที่ได้ขึ้นไปบนดวงจันทร์ ถามว่าเราจะวิจารณ์หนังเรื่องนี้ในแง่ใดบ้าง? เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงใช่ไหม? เพราะมีคนไม่เชื่อว่า นีล อาร์มสตรอง จะไปถึงดวงจันทร์ได้จริง แล้วประเด็นของหนังในเรื่องจะพูดถึงเรื่องอะไรบ้าง? ผู้กำกับภาพยนตร์คนนี้ทำหนังส่วนใหญ่เป็นหนังเพลงทั้งนั้น ในเรื่องนี้ก็มีเพลงเพราะมาก  ดนตรีประกอบเพราะมาก  และมีฉากแอกชันทั้งหมดที่มันลึกซึ้งมาก ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากหนังสือชื่อเดียวกัน ซึ่งตัวหนังสือตั้งใจจะพูดถึงประเด็นที่ว่า การขึ้นไปถึงดวงจันทร์ไม่สำคัญเท่ากับการมองถึงความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว และประเด็นสำคัญจริงๆ ของการวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องนี้คือ จริงแล้วโลกของเราพูดถึงเรื่องอะไรกันบ้าง? พูดถึงความสำเร็จที่ได้ขึ้นไปถึงดวงจันทร์หรือพูดถึงความสำเร็จในครอบครัว? สหรัฐอเมริกามองคนที่เดินทางไปดวงจันทร์ว่าเป็นเพียงแค่อุปกรณ์ เป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งเท่านั้น เป็นบทวิจารณ์ที่เราต้องตั้งคำถามว่ามันเป็นจริงเช่นนั้นหรือไม่? สังคมที่ยกย่องคนที่เดินทางออกไปนอกโลกได้ว่าเป็นความยิ่งใหญ่ทางวิทยาศาสตร์  แต่ในขณะเดียวกันก็พูดถึงประเด็นที่ว่า แล้วครอบครัวของเขาจะว่าอย่างไร? เมียเขาจะว่าอย่างไร? ลูกเขาจะว่าอย่างไร?  พวกคน(นักบินอวกาศ)ที่เดินทางไปนอกโลกเป็นแค่อุปกรณ์ชิ้นหนึ่ง  ถ้าเกิดมีใครตายขึ้นมาก็มีอุปกรณ์ชิ้นใหม่(คนใหม่)ขึ้นไปทำหน้าที่แทน

ซึ่งการมองภาพพวกนี้ออกในการวิจารณ์ภาพยนตร์หรือในจินตนาการจากการอ่านหนังสือ จะทำให้นักวิจารณ์ประสบความสำเร็จในการวิจารณ์  แต่ปัจจุบันการวิจารณ์ในบ้านเรายังขาดอะไรไปบางอย่าง บางทีเราก็วิจารณ์แค่ตัวเรื่อง (Text) อย่างเดียว คือมองที่ตัวเนื้อหาเพียงอย่างเดียว แต่ฉากแอกชันยังไม่ได้พูดถึงเลย ในบางครั้งฉากแอกชันก็สำคัญมาก ตัวอย่างเช่น ในตอนท้ายของหนังเรื่อง First Man ทำไมถึงเงียบ ตัวละครเอกเผชิญหน้ากั้นผ่านกระจกกั้น สามีภรรยาจ้องหน้ากันผ่านกระจกกั้น  พูดกันไม่ได้ยิน  แต่เมื่อตัวละครทั้งคู่เอามือมาสัมผัสกันตรงกระจกได้หนังก็ตัดจบเลย เราต้องคิดว่าผู้กำกับเขาต้องการบอกอะไรเรา  องค์ประกอบในการคิดลักษณะอย่างนี้นักวิจารณ์ในบ้านเราควรจะต้องมี  ไม่ใช่วิจารณ์แค่ว่าถูกหรือผิด  ชอบหรือไม่ชอบ ต้องใช้รากฐานในการเรียนรู้ทั้งหมดซึ่งเป็นองค์ประกอบและเป็นบริบทสำคัญ เป็นความคิด เป็นจิตใจ เป็นอารมณ์ของมนุษย์  ถ้ามีสิ่งพวกนี้แล้วจะทำให้วิจารณ์ได้ดี

ในสมัยก่อนมีนิตยสาร “สตาร์พิค” เล่มละ 5 บาท เราต้องอ่านบทวิจารณ์หนังของอาจารย์แดง (อาจารย์กิตติศักดิ์  สุวรรณโภคิน) เสมอ การวิพากษ์วิจารณ์ในนิตยสารสตาร์พิคนั้นสำคัญมาก  ปัจจุบันนี้นิตยสารสตาร์พิคกลับมาอีกครั้งแล้ว  ที่พูดมานี้หมายความว่าเราต้องมีเส้นทางการเติบโตในแวดวงการวิจารณ์  ลองถามเด็กสมัยนี้ว่ารู้จักนิตยสาร “สีสัน” หรือไม่? เด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จักแล้ว  รู้จักนิตยสาร “แฮมเบอร์เกอร์”  ไหม?  รู้จักนิตยสาร “เอนเตอร์เทน”  ไหม? ถามเด็กสมัยนี้บอกไม่รู้จักเลย แต่เด็กสมัยนี้บอกว่าจะสร้างหนังจะวิจารณ์หนัง บอกได้เลยว่ามันลำบากมาก  การวิจารณ์มันใช้สัญชาตญาณล้วนๆ ไม่ได้ ถ้าจะเป็นนักวิจารณ์แล้วสัญชาตญาณเป็นพื้นฐาน แต่ประสบการณ์และจินตนาการของมนุษย์เป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่า

แต่อย่างไรก็ตาม การบอกกล่าวของใครสักคนในฐานะนักวิจารณ์ มันจะช่วยทำให้ศิลปะแขนงนั้นมันเติบโตขึ้นได้ คือมันจะช่วยฉายแสงอะไรบางอย่างให้เห็นได้ อาทิเช่น ถ้าเราจะไปดูหนังเราควรดูหนังตามที่นักวิจารณ์ว่าไว้เสียก่อน  แล้วหลังจากนั้นมันจะเป็นอิสระสำหรับตัวเราเองไม่ว่าจะดูอะไรก็ตาม การวิจารณ์จึงจำเป็นต้องมีเพื่อให้รู้ว่าความคิดจิตใจและอารมณ์ของมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญ ถ้านักวิจารณ์ไม่มีความคิด ไม่มีจิตใจ ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกร่วม นักวิจารณ์ก็จะวิจารณ์ไม่ได้ ปัจจุบันนี้อ่านงานวิจารณ์ของเด็กรุ่นใหม่ต่างเต็มไปด้วยทฤษฎีจนทำให้เป็นงานวิจารณ์ที่แข็ง แล้วก็เป็นปัญหาว่าทำไมรางวัลบทวิจารณ์ฯ หม่อมหลวงบุญเหลือ ถึงไม่ค่อยมีรางวัลชนะเลิศ ก็เพราะมันวิจารณ์ตามทฤษฎีเท่านั้น แต่ไม่มีความเป็นจริงของความรู้สึกจริงซึ่งหาได้น้อยมาก

งานวิจารณ์แต่ละเรื่องต้องมีโครงสร้างของทฤษฎีเฉพาะของมัน ที่สามารถเอาทฤษฎีนั้นมาจับเป็นการวิจารณ์ได้  ไม่ใช่ใช้แค่ทฤษฎีเดียวแล้ววิจารณ์ไปทั่ว ซึ่งสังคมไทยมักจะเป็นอย่างนี้เสมอ ทฤษฎีของการวิจารณ์มีอยู่มากมาย  เราต้องรู้ว่าเรื่องไหนจะต้องใช้ทฤษฎีไหนมาวิจารณ์ ถ้าอยากจะเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ต้องดูหนังให้มาก ถ้าจะวิจารณ์หนังสือก็ต้องอ่านหนังสือให้มาก ตราบใดที่คุณไม่ดูหนังไม่อ่านหนังสือ อย่าหาญกล้ามาเป็นนักวิจารณ์เลย

อาจารย์ประวิทย์  แต่งอักษร  นักวิชาการ , นักวิจารณ์อิสระ  และเป็นอาจารย์ผู้สอนวิชาการวิจารณ์ภาพยนตร์ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

การวิจารณ์มันสำคัญเพราะฉันจะได้รู้ว่าเดี๋ยวฉันจะไปดูภาพยนตร์เรื่อง “เฟรนด์โซน” (Friend Zone ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน) แล้วมันจะคุ้มค่าตั๋วไหม?  ในตอนนี้งานวิจารณ์มันถูกนำเสนอในฐานะที่มันเป็น “คู่มือผู้บริโภค” ที่ทำหน้าที่ได้ดี  ในตอนนี้มันมีภาพยนตร์เข้าฉายเยอะมาก  แล้วเราอาจจะไม่รู้มาก่อนว่ามีภาพยนตร์เรื่องนั้นเรื่องนี้ฉายอยู่  ดังนั้นงานวิจารณ์ภาพยนตร์จึงเป็นส่วนหนึ่งในการแนะนำหนังเรื่องนั้น  แม้ว่าสิ่งที่เขียนในงานวิจารณ์จะดีหรือเลวอย่างไรก็ตาม หรือชั้นเชิงในการเขียนจะแย่ ฯลฯ  อย่างน้อยที่สุดงานวิจารณ์นั้นก็บอกเราว่ามันมีหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่  จึงอาจจะกล่าวได้ว่างานวิจารณ์มีหน้าที่ในการโฆษณาให้สังคมรับรู้ว่าหนังเรื่องนี้มันกำลังฉายอยู่  อย่างเช่นในช่วงนี้ (เดือนกุมภาพันธ์ 2562) ถ้าใครไปดูหนังเรื่อง “เฟรนด์โซน” มาแล้วก็จะกลับมาเขียนในเฟซบุ๊ก  เขียนบอกความรู้สึกในการชมหรือบอกรายละเอียดต่างๆ ในเรื่อง เราก็อ่านจากที่คนเคยไปดูแล้วมาเขียนบอก  เราก็ประเมินได้ว่าเราจะเชื่อใครดี  สุดท้ายแล้วเราก็จะเป็นคนตัดสินเองว่าเราอยากไปดู “เฟรนด์โซน” ไหม? มันเป็นบทบาทสำคัญของงานวิจารณ์ในปัจจุบัน  แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนให้งานวิจารณ์ทำหน้าที่เพียงแค่นี้

มีคำถามว่า แล้วเราวิจารณ์ไปทำไม?  ขอตอบว่าการวิจารณ์มันสำคัญเพราะว่าภาพยนตร์มันสำคัญ ที่บอกว่าภาพยนตร์มันสำคัญเพราะมันไม่ใช่เป็นแค่ความบันเทิงเท่านั้น  แต่มันนำเสนอมุมมองของชีวิต  มันพาเราไปรับรู้แง่มุมต่างๆ  มันพาเราไปรับรู้เรื่องของนักบินอวกาศคนหนึ่ง นักบินอวกาศคนแรกของโลกในเรื่องFirst Man  โดยภาพยนตร์ก็ตีความในมุมมองของเขา(ของผู้กำกับ) ในขณะเดียวกันก็จะพูดถึงแง่มุมต่างๆ ด้วย  ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่คนทำหนังถ่ายทอดเอาไว้  มันจึงเป็นภารกิจของคนทำงานวิจารณ์ในแง่ที่ว่า ไม่ใช่ว่าคนในสังคมจะไม่มีความสามารถในการเข้าใจสิ่งที่คนทำหนังเสนอ เพียงแต่ว่าโดยภารกิจ โดยชีวิตประจำวัน ความสนใจของเขาอาจจะมุ่งไปที่ความสนุกความบันเทิงเท่านั้น  มันจึงเป็นหน้าที่ของคนที่ทำงานด้านนี้โดยเฉพาะในการทำให้เห็นว่า ภาพยนตร์มันไม่ได้มีแค่ภาพอันใหญ่โต ไม่ได้มีแค่ฉากแอกชันที่มีความตื่นเต้น  แต่มันพยายามที่จะเปรียบเทียบไปกับเรื่องราวครอบครัวของตัวละคร ในประเด็นนี้เป็นการช่วยชี้ให้คนดูหนังได้ลงไปในระดับที่ลึกกว่าที่คนดูหนังโดยปกติจะมองเห็น  มันเป็นความสำคัญมากของการวิจารณ์

อย่างที่เราทราบว่าภาพยนตร์เป็นงานศิลปะ ภาพยนตร์จึงพาเราไปสำรวจในแง่มุมต่างๆ  การวิจารณ์ทำให้เราเห็นบทบาทของภาพยนตร์ในหนังเรื่องหนึ่งๆ  ทั้งๆ ที่ผู้กำกับหรือคนทำหนังเองเขาอาจจะนึกไม่ถึงก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นมันมีหนังหลายเรื่องที่ถ้าเราย้อนกลับไปดูจะเห็นว่าหนังเรื่องนี้มันกดขี่ทางเพศเหลือเกิน หรือเรื่องนี้มันมีทัศนะคติทางการเมืองที่คับแคบเหลือเกิน  ทั้งที่คนทำหนังในเวลานั้นเขาอาจจะไม่ได้คิดแบบนี้เลยก็ได้ ดังนั้นการวิจารณ์จึงเป็นกิจกรรมทางปัญญาที่ช่วยทำให้สังคมได้เข้าใจความเป็นไปของโลกมากขึ้น

ในความคิดเห็นของอาจารย์ประวิทย์คิดว่าในปัจจุบันการวิจารณ์มันกระจายไปในสถานการณ์ที่น่าพอใจ เพราะทุกคนกลายเป็นนักวิจารณ์กันได้หมด ทุกคนมีโซเซียลมีเดียอยู่ในมือ ทุกคนสามารถจะพูดหรือแสดงความคิดเห็นต่างๆ ได้  มันจึงเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้การวิจารณ์ไม่ได้อยู่ในมือของแค่นักวิจารณ์เท่านั้น นักวิจารณ์ไม่สามารถผูกขาดความคิดเห็นได้อีกต่อไปแล้ว มันเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น  เพราะมีคนแสดงความคิดเห็นมากขึ้น

แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันการวิจารณ์ภาพยนตร์มันไปหยุดอยู่ตรงแค่ว่า อยากจะรู้ว่าหนังเรื่องนี้มันดีหรือไม่ดีเท่านั้นเอง  อาจจะต้องเป็นหน้าที่ของนักวิจารณ์โดยตรงที่ต้องกระตุ้นให้สังคมเห็นว่า จริงๆ แล้วมันมีอะไรมากกว่านั้นอีกเยอะ  ปัจจุบันการวิจารณ์มันถูกใช้สอยในบทบาทที่น้อยเกินไป

รองศาสตราจารย์ ดร.นัทธนัย  ประสานนาม อาจารย์ประจำภาควิชาวรรณคดี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ประเด็นที่อาจารย์กิตติศักดิ์ได้พูดถึงปฏิกิริยาของผู้ที่ได้ชมภาพยนตร์ ในประเด็นนี้ในบางตำราบอกว่างานวิจารณ์เปรียบเสมือนงานศิลปะอีกแขนงหนึ่ง ดังนั้นปฏิกิริยาของผู้ชมจึงเป็นปรากฏการณ์แบบที่อาจารย์เจตนา นาควัชระ เรียกว่า “ศิลปะส่องทางให้แก่กัน” คือเวลาเราเสพภาพยนตร์ในแง่ของงานศิลปะ  ศิลปะนั้นสร้างความรู้สึกให้แก่เรา  เราจึงอยากแสดงปฏิกิริยาต่อมัน ซึ่งวิธีการก็คือเราไม่สามารถสร้างหนังเองได้แต่เราทำงานวิจารณ์ของเราในฐานะที่เป็นปฏิกิริยาต่องานศิลปะที่เราเสพได้ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าการวิจารณ์เป็นงานศิลปะที่เป็นเอกเทศอีกชิ้นหนึ่งขอสรุปในประเด็นที่หนึ่งนี้ว่า สถานะของงานวิจารณ์คือปฏิกิริยาในฐานะงานศิลปะอีกชิ้นหนึ่ง

ประเด็นที่สองคือ การมีอยู่ของงานวิจารณ์หรือบทวิจารณ์ในฐานะที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่อยู่ในอุสาหกรรม คือภาพยนตร์นอกจากเป็นงานศิลปะแล้วยังมีสถานะเป็นอุตสาหกรรมอย่างมาก อย่างเช่นที่อาจารย์ประวิทย์ได้บอกไว้แล้ว ดังนั้นการมีอยู่ของงานวิจารณ์จึงมีบทบาทในการขับเคลื่อนภาพยนตร์ในเชิงอุตสาหกรรม งานวิจารณ์นอกจากการเป็น “คู่มือผู้บริโภค” แล้วยังเป็นแพลนฟอร์ม(พื้นที่)อีกแห่งหนึ่งที่เจ้าของหนังหรือคนที่ลงทุนสร้างหนังจะต้องเข้าไปตรวจสอบดูว่า ความคิดเห็นต่างๆ มันกลายเป็นประชามติแบบหนึ่งที่จะแสดงถึงปฏิกิริยาของผู้ชมที่ดูภาพยนตร์ของเขาแล้วพอมีการแสดงปฏิกิริยาเป็นการวิจารณ์ออกไปแล้ว มันจะถูกเอาไปใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรมด้วย  เช่น เวลาที่ฉายภาพยนตร์ในรอบปฐมทัศน์ไปแล้ว ก็จะมีการคัดลอกเอาข้อความจากการวิจารณ์ไปช่วยในการประชาสัมพันธ์ต่อได้ด้วย

อีกประเด็นคือแง่มุมทางวิชาการ ประโยชน์ทางวิชาการของการวิจารณ์ภาพยนตร์คือ เป็นตัวแทนปฏิกิริยาของผู้ชมในยุคสมัยที่ผู้ศึกษา (นักวิชาการ)ไม่ได้อยู่ร่วมด้วย ยกตัวอย่างเช่น ตัวอาจารย์นัทธนัยอยากจะศึกษาเกี่ยวกับงานภาพยนตร์ที่สร้างในยุคทศวรรษ 50 อาจารย์นัทธนัยไม่สามารถจะรู้ได้ว่าปฏิกิริยาของผู้ชมเป็นอย่างไร? สิ่งที่จะรู้ได้คือการไปรู้จากการเอางานวิจารณ์ในยุคนั้นขึ้นมาดู ซึ่งในยุคทศวรรษ 50 นั้นผู้ชมอาจจะมีช่องทางในการแสดงความคิดเห็นน้อย แต่สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่มันอาจจะเป็นจดหมายถึงบรรณาธิการของนิตยสารภาพยนตร์ในสมัยนั้นที่เป็นรูปแบบหนึ่งของการวิจารณ์ หรือว่างานวิจารณ์ของนักวิจารณ์เองที่อยู่ในนิตยสารภาพยนตร์ในยุคนั้น ดังนั้นถ้าถึงยุคสมัยที่เราไม่อยู่แล้ว แต่เราสร้างงานวิจารณ์เอาไว้ คนในยุคหลังถ้าเขาจะศึกษาภาพยนตร์เขาก็สามารถเอางานวิจารณ์ของเราไปเป็นวัตถุดิบในการทำความเข้าใจปฏิกิริยาการรับชมหรือบริบทของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นในยุคสมัยหนึ่งๆ ได้เช่นกัน

จริงๆ แล้ว บนเวทีเสวนาในครั้งนี้ยังมีการพูดคุยในประเด็นต่างๆ ต่ออีก แต่ผมขอยกเอาส่วนที่ท่านวิทยากรตอบคำถามแรกที่ถามว่า “เรามีงานวิจารณ์ไปทำไม?” ส่วนการพูดคุยในคำถามอื่นๆ ผมอยากจะแนะนำให้ท่านเข้าไปชมในช่องยูทูปของ “กองทุนหม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ” (M.L.BoonluaDebyasuvarn) ที่บันทึกการเสวนาในครั้งนี้เอาไว้ แต่ว่าเสียงในยูทูปอาจจะเบาไปสักนิด  ถ้าท่านอยากจะฟังอยากชัดเจนมากขึ้นผมขอแนะนำให้ท่านใส่หูฟังครับ  ลองเข้าไปชมดูนะครับ  ผมคิดว่าน่าจะมีประโยชน์แก่ผู้สนใจอย่างมากแน่ๆ

 

ขอบคุณ : อาคุงกล่อง

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.