“คนในนิทาน”นวนิยายที่โบยตีด้านมืดของมนุษย์และการกอบกู้ศักดิ์ศรี

0
101

“คนในนิทาน” ของ “กร ศิริวัฒโน” ไม่ใช่นวนิยายที่เล่าเรื่องปรัมปรา แต่มันคือ การกอบกู้ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ให้กลับคืนมา จากความผิดพลาดในด้านมืดของชีวิต

กว่าสามสิบปีบนเส้นทางนักเขียน ของ กร ศิริวัฒโณ กับงานที่รักและมีความสุขทุกวันกับสิ่งที่ทำ “คนในนิทาน”  1 ใน 8 เล่มสุดท้ายที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือก Short List รางวัลซีไรต์ประเภทนวนิยายแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2561 นอกจากนี้ “คนในนิทาน” ยังได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ในประเภทนวนิยาย ของการประกวดรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ประจำปี 2561

กร ศิริวัฒโณ นักเล่านิทานกล่าวว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มองว่าในสังคมบ้านเรา โดยเฉพาะทางภาคใต้ การนำเรื่องเพศมาถ่ายทอดให้เป็นเรื่องตลก หยิบเรื่องเชยๆ ของคนอื่นมาหัวเราะกัน ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะเจอบรรยากาศแบบนี้ จึงทำให้ตั้งคำถามว่า แต่ละคนคิดอะไรอยู่ถึงได้นำเรื่องเพศมาล้อเล่นทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่น่าอับอาย จึงได้เขียนเรื่องนี้ขึ้น โดยนำเอานิทานมาถ่ายทอดผ่านการเล่าแบบนิทาน โดย “คนในนิทาน” จากเรื่องจริงถ่ายทอดผ่านการเล่าแบบนิทาน นำนิทานมาทำให้เป็นเรื่องจริงว่าออกมาแล้วคนอ่านจะรู้สึกอย่างไร เมื่อคิดถึงประเด็นนี้ ก็ยังคิดอีกได้หลายประเด็นเพื่อทำให้เรื่องนี้มีความเชื่อมโดยเรื่องเพศ

“คนในนิทาน” เป็นเรื่องที่สะท้อนถึงอำนาจ อำนาจที่เริ่มตั้งแต่ในครอบครัว สังคม คนมีอำนาจอย่างเทิ้มทด เมื่อมีกริชซึ่งเป็นลูกเขยคนโตที่อยู่ร่วมชายคาบ้านเดียวกัน เป็นคนที่ไม่อ่อนน้อมถ่อมตน มันกลายเป็นว่า เจ้าของอำนาจพยายามรักษาอำนาจของตน โดยการแสดงบทบาทความเป็นผู้นำ ข่มคนอื่น ในขณะที่คนที่อยู่ใต้อำนาจอย่างกริชก็พยายามจะแย่งอำนาจอีกทีหนึ่ง แต่การแย่งอำนาจนั้นได้มาโดยการไร้ซึ่งคุณธรรม มีความโลภอยู่ภายในหัวใจ

“คนในนิทาน” นอกจากการใช้อำนาจช่วงชิงในครอบครัวแล้ว ยังสะท้อนถึงอำนาจในการข่มเพศหญิงด้วย ผู้หญิงต้องอยู่ใต้อำนาจผู้ชาย ผู้ชายจะทำอะไรก็ได้ โดยมีการเล่านิทานเรื่องนางมณโฑ ซ้อนทบเป็นภาพเปรียบเทียบ เพื่อจะให้เห็นว่าทำไมนางมณโฑถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นฝ่ายถูกกระทำตลอด ทำไมสร้างนางมณโฑขึ้นมาให้มีความสัมพันธ์กับสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ ไม่ว่าจะเป็นลิง

คนในนิทานสะท้อนจิตใจคนในสังคมผ่านตัวละครในรูปแบบนิทาน เป็นภาพแทนของสังคม ที่ในสังคมที่คนที่หลากหลายด้วยตัณหาราคะ นิทานบางเรื่องก็มาจากเรื่องจริง เมื่อนำมาเล่าเป็นแบบนิทานทำให้คนฟังก็สนุกสนาน แต่เมื่อมาในยุคในสมัยหนึ่งการเล่าเรื่องที่กลายเป็นนิทานที่ซ้อนนิทานเป็นภาพรวมของตัวแทนของสังคมทั้งหมด ทั้งในเรื่องของอำนาจ เรื่องของ สิทธิสตรี อำนาจการต่อรอง การกดขี่ข่มเหง นักฉวยโอกาส คนเห็นแก่ตัว ซึ่งไม่ว่าจะในยุคสมัยไหน ภาพเหล่านี้ก็ไม่เคยจางหายไป

“นางสอนแขน” ที่ถูกพูดถึงในคนในนิทาน กร เล่าว่า ต้องการชี้ให้เห็นว่า ในจิตใจของคนเราย่อมมีด้านมืด มีกิเลสตัณหา และความทะยานอยาก หรือเรียกว่า “ดำกฤษณา” ทำไมในหนังตะลุงทำไมต้องสร้างนางสองแขนขึ้น นางสองแขนเป็นตัวแทนของสิ่งที่ชั่วร้าย เป็นผู้หญิงไม่มี ในขณะเดียวกันผู้ชายกลับไม่มีตัวแทนในสิ่งเหล่านี้ ซึ่งผมได้นำมาเปรียบเทียบกับความชั่วที่อยูในจิตใจคนทุกคน คนทุกคนย่อมจะมีนางสองแขนอยู่ในใจของตัวเองแล้วแต่ว่าใครแต่ละคนจะกดและข่มนางสองแขนได้ไหม ถ้าตราบใดที่ไม่สามารถกดและข่มได้ก็จะแสดงออกซึ่งสิ่งเหล่านี้จากจิตใต้สำนึก เมื่อถึงเวลาที่เผลอคุมไม่ได้ก็จะแสดงออกมา จะทำให้เกิดความเสียหาย เสียการต่อรอง เสียศักดิ์ศรี และจะส่งผลกระทบทั้งหมด ทั้งตัวเราเอง และคนรอบข้าง โดยเฉพาะเพศแบบวิปริตวิตถาร

เช่นเดียวกับเทิ้มทดที่เสพสมกับสุนัข แต่กริชผู้เป็นเขยใหญ่ได้ไปเห็นเหตุการณ์ เลยฉกฉวยโอกาส บีบบังคับให้เทิ้มทดผู้เป็นพ่อตา อยู่ใต้อำนาจของตัวเอง เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้ตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม แต่ในวิถีชีวิตของคนเราทุกคนสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ต่อให้เสียอำนาจการต่อรองขนาดไหนจะไม่มีใครยอมทนอยู่ได้นาน จึงทำให้เทิ้มทดตัดสินใจกล้าลุกขึ้นมากอบกู้ศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์กลับคืน ยอมเปิดเผยความจริงถึงสิ่งที่กระทำลงไปว่าเป็นการเผลอ เผลอจากจิตใต้สำนึก โดยเทิ้มทดยอมเจ็บปวดยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นทางออกทางเดียวที่จะกอบกู้ศักดิ์ศรี หรือไม่ก็ยอมตาย ดีกว่าถูกกดข่มจากลูกเขย

สินชัย ผู้เป็นเขยคนเล็ก ได้รับรู้ถึงการกระทำของเทิ้มทดเช่นกัน แต่สินชัยไม่คิดฉวยโอกาสจากความลับนี้เพื่อสร้างอำนาจให้กับตัวเอง กลับเห็นใจและให้การช่วยเหลือ พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องนี้เป็นการเปรียบเทียบของคนสองคน ด้วย

เรื่องนี้ยังถูกถ่ายทอดเรื่องของความเจ็บปวด ไม่ว่าจะเป็น ดอกแตง ดอกบวบ นิ่มน้อยซึ่งเป็นแม่ยายของกริช เรื่องทางเพศยังเชื่อมโยงไปถึงความเชื่อ เรื่องของการบนบานสานกล่าวสมัยโบราณถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าเราไม่ทำตามคำบนบานจะเชื่อว่าจะมีอันเป็นไป กริชได้บนบานว่าถ้าวัวได้กลับคืนมาจะขอนอนกับแม่ยายสัก 1 ครั้ง ด้วยความเชื่อจึงได้กระทำตามสิ่งที่บนบานไว้ แต่ที่สุดแล้วพฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว เพราะนางสองแขนที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของกริชได้หลุดออกมาก ทำให้ทุกคนในบ้านของเทิ้มทดล้วนแล้วตกเป็นเบี้ยล่างของกริช ถึงที่สุดการตกเป็นเบี้ยล่างนั้นไม่มีใครยอมตลอดทั้งชีวิต ทุกคนต้องพยายามพาตัวขึ้นมาเพื่อให้มีศักดิ์ศรีของความเป็นคน

“ถ้าอ่านคนในนิทานแบบผิวเผินจะดูว่าเกี่ยวกับเรื่องเพศ ผมตั้งใจให้ผู้อ่านได้ตั้งประเด็นตอบโต้ ตีความ จากเรื่องที่อ่าน เหมือนกับที่ผมเจตนาที่ใส่ไว้ในเรื่อง มันคือภาพตัวแทนสังคมทั้งใน สองด้าน ทั้งดี และ และชั่ว ต้องการให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมของสังคม ถ้าตั้งประเด็นตอบโต้ จะได้อะไรมากมายจากเรื่องนี้ั”

“เรื่องนี้ใช้ระยะเวลา 1 ปี ในการเขียนก่อนให้เพื่อนๆ ได้อ่านและช่วยกันวิจารณ์ และเป็นเรื่องแรกที่เข้าชิงรางวัลซีไรต์ ในแง่ของโอกาสที่เข้ามาก็เป็นสิ่งที่ดีใจ แต่ในสิ่งที่ดีกว่านั้นคือความภาคภูมิใจที่สามารถเขียนเรื่องนี้ออกมาเป็นเล่มได้ เพราะเรื่องนี้ค่อนข้างจะใช้เวลานานและเหนื่อย กว่าจะเสร็จสมบูรณ์”  กร กล่าวทิ้งท้าย

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.